ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
ช่องทางสำรองในการติดต่อสื่อสาร เฟสกลุ่ม อย่าลืมแอ๊ดกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/SuzukiCiazClub/
ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
สมาชิกใหม่ต้องทำการตอบกระทู้ หรือคอมเม้นท์ให้ครบ 3 โพสก่อน จึงจะเริ่มตั้งกระทู้ใหม่ได้

ผู้เขียน หัวข้อ: มีอะไรบ้างที่เราควรทำนอกเหนือจากคู่มือกำหนด  (อ่าน 3353 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
 Share 
เพื่อให้รถอันเป็นที่รักของเรา มีสุขภาพสมบูรณ์มากที่สุด ให้ความปลอดภัยแก่เราสูงสุด
อยู่กับเราไปนาน ๆ หรือถ้าจะขายต่อก็ขายในสภาพที่ไม่โทรม ยังเนี๊ยบ ก็จะได้ราคา ที่ดี

การปฏิบัติตามคู่มือนั้น เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ใช้รถต้องทำนะครับ แต่กระนั้นก็ตาม คู่มือได้กำหนดมาจากประเทศผู้ผลิต ซึ่งสภาพภูมิอากาศ สภาพถนน หรือสภาพการจราจร ที่ต่างไปจากประเทศเราซึ่ง การจราจรตัดขัดจนติดอันดับโลก สภาพถนน ที่เป็นหลุม ไม่เรียบ หรือมีฝุ่นเยอะ
นอกจากนี้แล้ว การปฏิบัติของศูนย์บริการบางประการ ก็อาจจะทำได้ไม่ครบถ้วนตามคู่มือด้วย
หรือบางอย่างอาจจะด้วยเงื่อนไขการทำธุรกิจ จึงมีบางอย่างผิดเพี้ยนไปจากคู่มือ
ดังนั้นเราก็ควรมาปรับแต่งบางอย่างเพิ่มเติมขึ้นมา ให้มันเหมาะกับสภาพของบ้านเราจะดีกว่าครับ

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
1. การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องก็เสมือนกับโลหิตที่หล่อเลี้ยงร่างกายคนเรานะครับ หากน้ำมันเครื่องที่คุณภาพไม่ดี ใช้น้ำมันเครื่องโดยไม่ได้เปลี่ยนตามระยะ
ใช้ค่าความหนืดไม่เหมาะสม ระดับหรือปริมาณน้ำมันเครื่องมากไปหรือน้อยไป ก็จะส่งผลเสียต่อระบบเครื่องยนต์และลามไปยังระบบอื่น ๆ เช่นเกียร์ เบรค ได้อีกด้วยครับ
การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องนี้ ถ้าเราต้องการให้ประสิทธิภาพการปกป้องเครื่องยนต์และการหล่อลืนเป็นไปอย่างเต็มที่ เราควรเลือกใช้เกรด สังเคราะห์ 100 % โดยให้ดูข้างแกลลอนด้วยครับว่า มีคำว่า Poly alpha olefin (PAO) หรือไม่ PAO คือสารสังเคราะห์ ที่ไม่ได้ทำจากปิโตรเลี่ยม น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ ๆ เลย จะทำมาจาก PAO ซึ่งขนาดโมเลกุลจะเท่า ๆ กัน ( ปิโตรเลี่ยมจะมีโมเลกุลไม่เท่ากัน )
ประสิทธิภาพการหล่อลื่นและการปกป้องจะดีกว่า ปิโตรเลี่ยมที่มาสกัดเป็นสารสังเคราะห์ ( มีน้ำมันเครื่องบางยี่ห้อที่เขียนว่า fully synthetic แต่กระบวนการผลิต ไม่ได้ใช้ PAO แต่จะไปใช้ base oil คุณภาพสูงแทน อันนี้ก็ใช้ได้ดีเช่นกันครับ ราคาจะถูกลงมาอีกนิดหน่อย หรือมีบางยี่ห้อที่ใช้ปิโตรเลี่ยม มาทำการผลิตโดยวิธี hydro crack เพื่อจัดเรียงโมเลกุลของปิโตรเลี่ยมให้มีขนาดเท่า ๆ กัน อันนี้ก็คุณภาพสูงใช้ได้เหมือนกันครับ )

แต่ก็มีอีกครับ บางยี่ห้อ หรือบางรุ่น ที่เขียนข้างแกลลอนว่า synthetic หรือ synthetic technology พวกนี้ราคาจะถูกลงมา อีกครับ ก็เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคนะ แต่ส่วนตัวผมคิดว่ามันไม่คุ้ม เพราะคุณภาพยังไม่ดีเท่าสังเคราะห์แท้ ๆ
บางท่านเรียกน้ำมันประเภทนี้ว่า สังเคราะห์เทียม คือมันก็อยู่ระหว่าง กึ่งสังเคราะห์กับสังเคราะห์แท้ครับ

ถ้าเราต้องการให้น้ำมันเครื่องซึ่งเปรียบเสมือนโลหิตในร่างกายคนเรา มีประสิทธิภาพมากที่สุด ก็ควรเลือกน้ำมันเครื่องเกรดสูงหน่อยครับ ระยะยาวจะคุ้มค่ากว่า และอายุของน้ำมันเครื่องก็อยู่ได้นานซึ่งเราสามารถเปลี่ยนถ่ายที่ปีละครั้งก็ยังได้ หาก ระยะทางในแต่ละปีเราวิ่งไม่ถึง 15000 กิโลนะครับ ( น้ำมันเครื่องเกรดสูง ๆ ราคาอาจจะแพงกว่าหน่อย แต่คุณภาพมันลากไปได้ถึง 20000 โลครับ )

การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องครั้งแรกที่พ้นรันอินนั้น ควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องและแหวนด้วยครับ
อันนี้คู่มือไม่ได้บอกครับ ปกติแล้วคู่มือกำหนดระยะเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องที่ 20000 โล( ให้ดูในคู่มือ hrv อีกทีนะครับ) แต่ที่ควรจะเปลี่ยนด้วยในครั้งแรกก็เพราะ เศษสกปรกต่าง ๆ หรือโมเลกุลของกึ่งสังเคราะห์มันจะตกค้างอยู่ที่ไส้กรอง เพื่อให้ประสิทธิภาพน้ำมันเครื่องที่เราเปลี่ยนใหม่ได้เต็มที่ ก็ควรเปลี่ยนครับ สองร้อยกว่าบาทเองนะ

ที่คู่มือหรือทางศูนย์ไม่ได้บอกเราแต่เราควรปฏิบัติด้วยก็คือ การตรวจระดับน้ำมันเครื่องตั้งแต่วันที่ออกรถ และให้ตรวจทุกสัปดาห์เมื่อรถกำลังอยู่ในระยะรันอินด้วย เพื่อที่จะได้ตรวจสอบดูว่าเครื่องยนต์ทำงานปกติหรือไม่ ถ้ามีการแก้ไขในระยะแรกที่เจอ เช่น น้ำมันเครื่องขาดหรือหายไป จะได้แก้ไขไม่ยากครับ หรือหากพบว่าตอนออกรถ มีระดับน้ำมันเครื่องมากเกินไป จะได้ดูดออก ซึ่งการขับรถที่มีระดับน้ำมันเครื่องมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์อย่างมากครับ

* เมื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแต่ละครั้ง เจ้าของรถควรตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องด้วยทุกครั้ง เพราะช่างบางคน จะเติมมาให้เกินกว่าขีด max ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อเครื่องยนต์ครับ

* การตรวจสอบน้ำมันเครื่อง นั้น เจ้าของรถควรตรวจสภาพ และระดับเป็นประจำทุกเดือน
ก่อนเดินทางไกล และเมื่อกลับจากเดินทางไกลแล้วครับ อันนี้คู่มือไม่ได้บอกไว้ และเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ใช้รถต้องปฏิบัติครับ

* ถ้าพบว่าน้ำมันเครื่องอยู่ต่ำกว่าระดับกึ่งกลางของ min – max แสดงว่ามันน้อยไปแล้ว ต้องเติมเข้าไปอีก แต่ต้องใช้ยี่ห้อเดียวกันและเกรดเดียวกันเบอร์เดียวกันเติมเข้าไปนะครับ ( น้ำมันเครื่องที่เปิดฝาแกลลอนใช้แล้ว จะเก็บได้อีกไม่เกิน 6 เดือนครับ เปิดแล้วรีบปิดฝาทันที เพื่อไม่ให้อากาศหรือความชื้นเข้า ซึ่งจะทำให้คุณภาพของสารบางอย่างเสื่อมได้ การเก็บน้ำมันเครื่องที่ดี ควรเก็บในอุณหภูมิปกติ และคควรเอาถุงพลาสติคมาคลุมรัดยางไว้ให้แน่นหนาด้วย )

* การใช้น้ำมันเครื่องเกรดกลาง ๆ หรือเกรดต่ำแล้วเปลี่ยนบ่อย ๆ ไม่ได้เป็นการปกป้องเครื่องยนต์นะครับ มันได้แต่ความสดใหม่เท่านั้น แต่การปกป้องเครื่องยนต์จะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำมันเครื่อง เพราะมันจะทำงานทันทีที่เครื่องยนต์เคลื่อนไหว

* รถที่ติดตั้งแก็ส ควรใช้น้ำมันเครื่องเกรดสูงครับ เพราะเครื่องยนต์จะร้อนและทำงานหนักกว่าปกติ

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
2. การเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง

จากหัวข้อที่ 1 หากคู่มือกำหนดให้เปลี่ยนทุก 20000 โล ผู้ใช้รถ อย่าได้ลืม และอย่าได้ลากไปเกินกว่านั้นนะครับ ( ช่างศูนย์บางคน จะลืมนะครับ ไม่ทำการเปลี่ยนให้ เจ้าของรถต้องบอกย้ำด้วย วิธีที่ผมใช้คือ ก่อนเอารถเข้าเช็คระยะ ผมจะทำรายการไปเองด้วยครับ เอาไปทวนกะช่างศูนย์ก่อนเลย คุยกันให้เข้าใจตรงกันก่อน ว่าจะทำอะไรมั่ง )
แต่ถ้าต้องการให้ดีกว่านั้น คือเปลี่ยนไส้กรองและแหวนทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง อันนี้ก็แล้วแต่เจ้าของรถแต่ละท่านนะครับ ส่วนตัวผม น้ำมันเครื่อง ปีละครั้ง ไส้กรอง จะเปลี่ยนทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องครับ

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
3. ไส้กรองอากาศ

ตามคู่มือบางยี่ห้อกำหนดเปลี่ยนทุก 20000 หรือ 30000 กิโล แต่ในบ้านเรา โดยเฉพาะเมืองใหญ่ ที่อากาศสกปรกมาก หรือท่านใดใช้รถในสภาพที่ถนนมีฝุ่นเยอะ ควรจะเปลี่ยนก่อนนะครับ เอาเป็นว่า ถ้าสภาพถนนหรือการจราจรเป็นปกติดี ให้เปลี่ยนไปตามคู่มือ แต่ถ้าสภาพการจราจรติดขัด อากาศสกปรกหรือมีฝุ่นมาก ให้เปลี่ยนทุก 10000 กิโล จะดีกว่าครับ ไส้กรองอากาศสำคัญมากต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ ถ้าไส้กรองอากาศตัน หรือสกปรกมาก เครื่องยนต์ก็มีปัญหา ที่แน่ ๆ เลยก็คือ เครื่องยนต์จะกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นครับ และเมื่อเครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น น้ำมันเครื่องก็จะเสื่อมสภาพได้เร็ว น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็ว เครื่องยนต์ก็สึกหรอง่าย ตามกันเป็นลูกโซ่ครับ
ผู้ใช้รถควรให้ความสำคัญกับไส้กรองอากาศมาก ๆ ด้วยครับ ( บางท่านไม่เคยได้ดูเลย )

ตามคู่มือก็ไม่ได้แนะนำว่าควรถอดออกมาเช็คหรือทำความสะอาดเมื่อไร ดังนั้น เราก็ต้องมากำหนดเอาเองครับ อย่างน้อยเดือนละครั้งควรถอดไส้กรองมาตรวจและทำความสะอาดบ้าง ไส้กรองอากาศจะมีทั้งแบบแห้งและแบบกึ่งเปียก ต้องดูให้ดีนะครับ แบบกึ่่งเปียกมีข้อดีตรงที่มันจับละอองฝุ่นได้ดี แต่ข้อเสียคือทำความสะอาดยาก อย่าใช้ลมเป่านะครับ เพราะจะทำให้ฝุ่นละอองติดหนักเข้าไปอีก ให้ใช้วิธีเคาะ ๆ เอา ครับ
ถ้าเราตรวจแล้วเห็นว่า ไส้กรองสกปรกมาก ก็เปลี่ยนเลยครับ อย่าไปเสียดายเงิน เพราะมันไม่คุ้มกับความเสียหายที่อาจจะตามมาได้ครับ

นอกจากการตรวจเช็คเป็นประจำแล้ว การเช็คในกรณีพิเศษเช่นก่อนเดินทางไกล และหลังเดินทางไกล ควรถอดเอามาเช็คและทำความสะอาดด้วยครับ

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
4. การตรวจน้ำหล่อเย็นและสารหล่อเย็น

ตามคู่มือของรถส่วนใหญอาจจะกำหนดไว้ยาวนานมากคือ 200000 กิโล หรือ 10 ปี
แต่ขอให้อ่านดี ๆ นะครับ ที่เค้ากำหนดไว้เป็นประเด็นของการปลี่ยนน้ำหล่อเย็นและสารหล่อเย็นนะครับ ซึ่งหมายถึงว่า รถอยู่ในสภาพปกติ แต่เรื่องของการตรวจเช็ค มันคนละเรื่องกันนะครับ บางท่านเข้าใจว่า น้ำหล่อเย็นตรวจเช็คทุก 200000 กิโล ซึ่งมิใช่เช่นนั้นครับ น้ำหล่อเย็นสำคัญมาก เพราะถ้าน้ำแห้ง เมื่อไหร่ หายนะจะเกิดขึ้นทันที

ดังนั้น การตรวจระดับน้ำหล่อเย็น ควรตรวจทุกสัปดาห์ครับ นอกจากนี้ก็ตรวจพิเศษกรณีก่อนเดินทางไกล ระหว่างเดินทางไกล และกลับจากทางไกลแล้ว ควรหาซื้อน้ำยาหล่อเย็นติดบ้าน ติดรถไว้ด้วยครับ ถ้าตรวจแล้วมันขาดระดับไปก็จะได้เติมเข้าไปได้ กรณีไม่มีสารหล่อเย็น ให้ใช้น้ำดิ่มเติม หลีกเลี่ยงน้ำประปาครับ เพราะคลอรีนจะทำให้เกิดตะกรันในหม้อน้ำได้และนอกจากจะตรวจระดับ น้ำหม้อพักแล้ว เราควรตรวจท่อน้ำ ทั้งหมดด้วยครับ ลองจับ ๆ บีบ ๆ ดู ว่ามันให้ความคงตัวเช่นเดิมหรือไม่ มีรอยปริแตกเวลาบีบหรือไม่ ข้อต่อยึดแน่นหรือไม่ ลองสตาร์ทเครื่อง แล้วดูว่าพัดลมระบายอากาศทำงานหรือไม่ ดับเครื่อง แล้วสังเกตดูว่ามีน้ำไหลนองพื้น แถวหน้าเครื่องหรือไม่ ( ไม่ใช่น้ำแอร์นะครับ ) ถ้ามีน้ำไหลนองพื้นแถวหน้าเครื่อง แสดงว่าหม้อน้ำรั่ว หรือท่อน้ำแตก

หากเราขับรถแล้วเข็มวัดอุณหภูมิเครื่องสูงกว่าเกณฑ์ปกติ หรือถ้ารถบางรุ่นบางยี่ห้อจะไม่มีเข็มแต่ให้สังเกตุไฟอุณหภูมิ ถ้ามันติดตีส้มขึ้นมา แสดงว่าหายนะกำลังจะมาเยือน ให้จอดรถเข้าข้างทาง ปิดระบบแอร์ทั้งหมด เครื่องเสียงทั้งหมด แต่อย่าเพิ่งดับเครื่อง ให้เปิดกระโปรงรถ ด้วยความระมัดระวัง เอาผ้าหนา ๆ หุ้มมือไว้ด้วย
การดับเครื่องทันทีจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะพัดลมระบายอากาศจะดับทันที และปั้มน้ำจะหยุดทำงาน ความร้อนเครื่องยนต์จะยิ่งสูงขึ้นและจะลดลงอย่างรวดเร็ว โอกาสที่เครื่องพังจนเกินเยียวยาก็มีจะสูงมากครับ หรือเยียวยาได้ ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่อง แต่เครื่องยนต์ก็ทำงานไม่ได้เต็มที่แล้ว จึงควรติดเครื่องยนต์ไว้สักระยะ ประมาณซัก 5 นาที หรือสังเกตสัญญาณไฟ ถ้าไฟแดงดับไปแล้วจึงค่อยดับเครื่อง จากนั้น โทรฉุกเฉินไปที่ศูนย์ฮอนด้าเลยครับ อย่าเสี่ยงสตาร์ทเครื่องยนต์อีก แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ เช่นดันไปอยู่ในที่เปลี่ยว ก็ต้องหาน้ำเติมน้ำในหม้อน้ำไปก่อนครับ การเติมน้ำให้ค่อย ๆ เติมทีละน้อย ระวังน้ำเดือดระเบิดออกมา อย่าไปเติมขณะเครื่องร้อนเด็ดขาด อันตรายมากครับ แต่ถ้าเติมไปแล้ว น้ำไหลโจ๊ค ออกมาเลย ก็ทำอะไรไม่ได้แระ ขับต่อไม่ได้ แต่ถ้าพอซึม ๆ ออกมานิดหน่อยยังพอจะไปต่อไหวครับ ในระยะสั้น ๆ เท่านั้นนะครับ
ค่อย ๆ ขับไป โดยคอยดูไฟเตือนตลอด
แล้วค่อยหาที่จอดในที่ปลอดภัย เช่นปั้มน้ำมัน หรือสถานีตำรวจ

*** แต่ถ้า over heat แบบรุนแรง ซึ่งจะเกิดจากผู้ขับไม่ได้ดูไฟเตือน ปล่อยจนกระทั่ง หน้ากระโปรงมีไอน้ำพุ่งขึ้นมาแล้ว จะต้องจอดรถ และดับเครื่องทันทีนะครับ เพราะจะอันตรายมากหากไม่ดับเครื่อง และกรณีนี้ยากจะเยียวยาเครื่องยนต์แล้วครับ ยกเครื่องใหม่ไปเลยจะดีกว่า


ท่อน้ำที่เป็นยาง มักจะมีอายุประมาณ 5 ปี นะครับ มันจะเสื่อมสภาพ เราก็ควรเปลี่ยนเลยเมื่อใช้งานมา 5 ปี ยอมเสียตังค์ดีกว่า เพื่อความปลอดภัยครับ เพราะถ้ายางเสื่อมแล้ว มันจะแตกเมื่อไรก็ได้ครับ

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
5. การเปลี่ยนน้ำมันเบรค

หากคู่มือ กำหนดทุก 3 ปี แต่ผมแนะนำว่า เราเปลี่ยนทุก 2 ปี ดีกว่านะครับ เพราะสภาพอากาศร้อนและการจราจรบ้านเรา รวมทั้งสภาพถนน ทำให้เบรกต้องทำงานหนัก น้ำมันเบรคจึงมีโอกาสเสื่อมสภาพได้เร็ว ผู้ที่ใช้รถในสภาพการจราจรติดขัดมาก ๆ ก็ควรบอกช่างให้เปลี่ยนไปใช้น้ำมันเบรก DOT 4 นะครับเพราะจะมีค่าต้านทานอุณหภูมิสูงกว่า DOT 3

ทีนี้สิ่งสำคัญที่สุดของน้ำมันเบรกก็จะอยู่ที่การตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอครับ แนะนำว่า ทุกสัปดาห์เปิดกระโปรง
รถมาตรวจดูระดับน้ำมันเบรกมั่งครับ ก่อนเดินทางไกล ระหว่างเดินทางไกล และเมื่อกลับจากเดินทางไกลแล้วก็ต้องตรวจเช่นกัน ถ้าระดับต่ำกว่าปกติ แสดงว่า เกิดการรั่วขึ้นแล้ว ก็ควรหาซื้อน้ำมันเบรค เติมเข้าไป แต่ต้องให้เบอร์ตรงกับของเดิมที่ใช้ด้วยนะครับ
แล้วรีบเอารถเข้าศูนย์เพื่อตรวจละเอียดอีกทีครับ การสังเกตุอาการว่านำมันเบรคมีปัญหาก็สามารถสังเกตุได้ในขณะขับรถครับ คือถ้าเราขับไปแล้วเบรกตามปกติ แต่รู้สึกว่า เบรกจม ต้องกดเบรกลึกขึ้น แสดงว่ามีปัญหาแระ อย่าฝืนขับต่อไป เพราะจะไม่สามารถควบคุมเบรกได้ ให้จอดรถแล้วดูระดับน้ำมันเบรก ก่อนครับ

กรณีขับรถไป หรือกรณีเริ่มบิดกุญแจสตาร์ท อย่างที่เคยแนะนำเรื่องการสตาร์ทไปแล้วว่า การสตาร์ทรถที่ถูกต้องคือบอดกุญแจจังหวะแรกก่อน แล้วสังเกตดูไฟสัญญาณหน้าปัด ถ้าไฟดับหมด หรือระดับขีดน้ำมันขึ้นมาเต็มที่แล้วค่อยสตาร์ทในจังหวะสอง ตรงนี้เราจะสามารถเช็คความผิดปกติของระบบเบรกได้ เช่นหากสัญญาณเบรกมือหรือ abs ติดแล้วไม่ดับ ทั้ง ๆ ที่ปลดเบรกมือแล้ว แสดงว่าเบรกผิดปกติ ซึ่งเป็นไปได้หลายสาเหตุ เช่น เซนเซอร์ abs สกปรกหรือชื้น สายสัญญาณมีปัญหา น้ำมันเบรกมีปัญหา หรือ ecu มีปัญหาก็ได้ ถ้าเจออย่างนี้ให้จอดรถ หรือหยุดขับรถออกไปเด็ดขาด ครับ ให้ติดต่อศูนย์บริการก่อนครับ

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
6. การเปลี่ยนไส้กรองแอร์

หากคู่มือ เปลี่ยนทุก 20000 กิโล แต่เช่นกันครับ จากเหตุผลเดียวกัน เราควรตรวจเช็คและเปลี่ยนก่อนกำหนด
สำหรับพื้นที่ที่มีอากาศสกปรกมาก มีฝุ่นมาก แต่ถ้าสภาพปกติ ก็เปลี่ยนทุก 20000 กิโลได้อยู่ครับ
แต่ทั้งนี้ การตรวจสภาพไส้กรองแอร์เราก็ควรทำด้วยตัวเองได้ครับ แกะออกมาดู ถ้าสกปรกก็ทำความสะอาดบ้าง
จะได้ยืดอายุการใช้งาน



• การใช้แอร์ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานและประหยัดน้ำมันไปในตัวด้วย ก็คือ เมื่อใกล้ถึงที่หมาย เราควรปิดตัดการทำงานคอมเพรสเซอร์ (AC) ก่อน แล้วเปิดพัดลมเบอร์แรง ๆ ไปเลย เพื่อไล่ความชื้นออกจากรังผึงและกรองแอร์ครับ

• การทำความสะอาดภายในรถ ไม่ให้มีฝุ่นสะสม และรักษาพรมให้แห้ง จะช่วยให้ระบบแอร์มีอายุการใช้งานนานขึ้นครับ

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
7. การสลับยาง

ประเด็นนี้สำคัญมากครับ รถที่ประสบอุบัติเหตุเสียการทรงตัว มีจากปัญหานี้ค่อนข้างเยอะ
เพราะผู้ใช้รถบางคนไม่ทราบว่ามีความจำเป็น ช่างศูนย์เองก็มักจะลืมทำให้ ครับ
การสลับยางตามคู่มือคือต้องสลับยางทุก 10000 กิโล แต่ทั้งนี้วิธีการสลับยางนั้น จะมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับดอกยางด้วยครับ ( ช่างศูนย์ก็มักจะไม่เชี่ยวชาญนะครับ )

ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ 10000 กิโลแรก นอกจากสลับยางแล้ว ที่จำเป็นมากเลยคือการตั้งศูนย์ล้อและตั้งค่ามุมล้อใหม่ด้วยครับ ( ช่างศูนย์มักจะไม่ทำให้เพราะอาจจะไม่มีเครื่องมือ หรือถ้ามีเครื่องมือก็ต้องระวังว่าช่างศูนย์จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ) เหตุผลที่ 10000 กิโลแรกจะต้องทำเช่นนี้ก็เพราะ เมื่อรถที่เริ่มใช้งานใหม่ ๆ เครื่องยนต์ก็ต้องรันอินเพื่อเป็นการปรับสภาพ และนอกจากเครื่องยนต์แล้ว ตัวถัง ศูนย์ล้อ มุมล้อ ก็จะมีการปรับตัวไปตามสภาพหรือลักษณะการใช้รถด้วยครับ ค่าพวกนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ แต่ที่แน่ ๆ คือมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว จึงต้องมาปรับตั้งใหม่ โดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะครับ ตั้งชุ่ย ๆ ไม่ได้ จะต้องดูค่ามุมล้อในคู่มือเป็นหลักครับ

แต่เมื่อ 10000 กิโลแรก เราตั้งศูนย์ ตั้งค่ามุมล้อ และสลับยางแล้ว 10000 กิโลต่อไป ก็ทำแค่สลับยางอย่างเดียวครับ ยกเว้นขับรถไปแล้วมีอาการ เช่นลองปล่อยมือในถนนที่เรียบไม่เป็นหลังเต่าแล้ว พวงมาลัยมีอาการดึงไปซ้ายหรือไปขวา ( ควรตรวจสอบด้วยตนเองเป็นระยะเมื่อมีโอกาสนะครับ )พวงมาลัยสั่น ในระดับความเร็วต่าง ๆ กัน เบรกแล้วรถมาอาการเทไปซ้ายหรือขวา
ก็ต้องเอาไปตรวจสอบช่วงล่างใหม่ครับ

• การเช็คลมยาง ควรเช็คด้วยสายตาทุกครั้งก่อนใช้รถ และตรวจสอบลมยางทุกสัปดาห์

• ควรมีที่วัดลมยางเป็นของตัวเอง และมีเครื่องเติมลมของตัวเอง

• การเช็คลมยางและเติมลมยางต้องทำในขณะที่ยางเย็นเท่านั้น

• เมื่อเอารถเข้าศูนย์ และเอารถกลับมาแล้วควรเช็คลมยางใหม่ทุกครั้ง หรือถ้าจะให้ศูนย์เช็คลมยางให้ก็ให้เอาที่วัดลมยางของเราเอง อย่าใช้ทีวัดลมยางของคนอื่นครับ เพราะมันอาจจะไม่เท่ากัน ( ผมเจอทุกครั้งที่เอารถเข้าศูนย์ ช่างเช็คลมยางให้ แต่มันไม่เท่ากับที่วัดลมยางของเราเอง )

• ก่อนเดินทางไกลให้เช็คลมยางทุกครั้ง ระหว่างเดินทาง เมื่อยางเย็น ก็ให้เช็ค กลับจากเดินทางไกลก็ต้องเช็คครับ

• ช่างตั้งศูนย์ล้อบางคน อาจจะอ้างกับเจ้าของรถว่า การตั้งศูนย์ เค้าจะตั้งให้รถกินซ้ายนิด ๆ ต้องระวังอย่าไปหลงเชื่อนะครับ เพราะช่างคนนั้นอาจจะเข้าใจผิดขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง หรืออาจจะขี้เกียจก็ได้ครับ อาศัยความเป็นช่างทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องหลงเชื่อ รถที่ศูนย์ตั้งอย่างถูกต้อง จะไม่มีการกินซ้ายนิด ๆ หรือกินขวานิด ๆ อย่างเด็ดขาดครับ

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
8. ยางใบปัดน้ำฝน

ควรทำความสะอาดทุกครั้งก่อนใช้รถครับ ( ตอนเช้าก่อนขับมาทำงานหรือขับรถไปไหนก็ตาม จะเช็ดยางปัดก่อน
เลิกงานกลับมาบ้านก็เช็ดอีกครั้ง ) เพื่อยืดอายุการใช้งาน และป้องกันไม่ให้กระจกรถท่านเป็นรอย ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทำความสะอาดจะดีมาก ๆ ครับ ระหว่างทำความสะอาดเราก็ตรวจสอบไปด้วยว่า ยางมีสิ่งสกปรกติดแน่นอยู่หรือไม่ ยางขาดหรือไม่ ยางเริ่มจะเปื่อยหรือไม่

อีกประการหนึ่ง
ผู้ใช้รถหลายท่าน เวลาจอดรถตากแดด มักจะยกก้านปัดน้ำฝนขึ้น เพื่อจะไม่ให้มันเสื่อมสภาพจากความร้อน หรืออาจจะเพื่อไม่ให้ฝุ่นทรายมากองที่ใบปัด แต่จริง ๆ แล้ว จะทำให้เกิดความเสียหายต่อสปริงและข้อต่อหรือแกนมอเตอร์ได้ครับ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมันจะล้าและต้องรับน้ำหนักมากกว่าปกติ เค้าไม่ได้ออกแบบมาให้ยกก้านเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งค่าซ่อมจะแพงกว่ายางเยอะครับ ไม่คุ้มกัน เพราะถึงอย่างไร ยางก็จะเสื่อมสภาพไปตามอายุของมันอยู่ดี ประมาณ 2 ปี ก็จะเสื่อม แต่ถ้าเราดูแลทุกวันตามที่บอกมาข้างต้นก็จะช่วยยืดอายุไปได้อีกครับ ก่อนใช้รถก็ยกก้านปัดแล้วหากเห็นว่ามีฝุ่นทรายมากองอยู่ ก็ปัด ๆ ออกก่อนก็ได้ครับ กันพลาดไปปัดแห้งเข้า ทรายจะทำให้กระจกเป็นรอยหมด

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
9. การตรวจสอบแบตเตอรี่

ให้ทำการตรวจทุกเดือนครับ ดูระดับน้ำกลั่นว่าต้องอยู่ระหว่าง min - max ถ้าเป็นแบตแบบเปียกนะครับ

• การจั้มสายกรณีแบตหมด จั้มมั่ว ๆ ไม่ได้นะครับ มันอาจจะระเบิดได้ วิธีการให้จำง่าย ๆ
บวก ตาย - ดี
ลบ ดี - ตาย

หมายถึง ให้จั้มขั้วบวก สายสีแดงก่อน โดยจั้มขั้วกับแบตที่ตาย ( ไม่มีไฟ ) แล้วไปจั้มกับขั้วบวกของรถที่มีไฟ
และ จั้มสายลบ สีดำ จากรถคันที่มีไฟ ไปจั้มกับ กราวด์ ของรถคันที่ไม่มีไฟ อย่าไปจั้มกับขั้วแบตนะครับ เพราะการสปาร์ก จะเกิดขึ้นใกล้กับไอน้ำกรดที่ระเหยออกมา แล้วทำให้ระเบิดได้
กราวด์คือพวกหัวน๊อตในห้องเครื่องครับ เลือกเอาที่ไกล ๆ จากหม้อแบตหน่อย
( ขณะจั้มสาย รถคันที่มีไฟที่จะเอามาจั้ม นั้นต้องดับเครื่องก่อนนะครับ )

ก่อนจั้มจะต้องเติมน้ำกลั่นในแบตที่ไม่มีไฟก่อน แล้วปิดฝาให้เรียบร้อย ห้ามเปิดฝาไว้โดยเด็ดขาด
( บางคนเปิดฝาไว้แล้วก้มไปดูว่า น้ำเดือดรึเปล่า ซึ่งอันตรายมากครับ )
ขณะเปิดฝาจุกแบต ควรสวมแว่นด้วยนะครับ ไอน้ำกรดที่ระเหยมา อันตราย ทำให้ตาบอดได้

เมื่อจั้มแล้ว ให้สตาร์ทรถที่มีไฟก่อน รอสักพัก แล้วจึงไปสตาร์ทรถที่ไฟหมด
รถที่ไฟหมดนั้น ให้ค่อย ๆ กดคันเร่ง ไปจนรอบเครื่องอยู่ที่ 2000 – 2500 รอบ
หลายคนพอจั้มได้ ไปเบิ้ลเครื่องยนต์ใหญ่เลย ซึ่งทำให้การชาร์จ ไม่ได้ผลเต็มที่ครับ
ต้องเลี้ยงรอบไว้นิ่งๆ และเมื่อผ่านไปประมาณ 1 -2 นาที รถคันที่ไม่มีไฟ ให้เปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมด ต่อไปอีก 5 นาที การชาร์จจะได้ไฟเข้าเต็มที่ครับ

รถคันที่มีไฟนั้นก็เช่นกันครับ กดคันเร่งเลี้ยงรอบนิ่ง ๆ ไว้ ที่ 2000 – 2500 รอบ อย่าไปเบิ้ลครับ
กระแสไฟอาจจะไปกระชากให้ระบบไฟของรถอีกคันเสียหายได้

เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว เวลาถอดสายจั้ม ให้ทำย้อนกระบวนการ ทั้งหมดครับ

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
10. การตรวจกล่องฟิวส์

ผู้ใช้รถควรเปิดกล่องฟิวส์ มาตรวจสอบและทำความสะอาดบ้างนะครับ สักสองเดือนครั้ง หรือเดือนละครั้ง อาจจะฉีดสเปรไล่ความชื้นด้วยก็ยิ่งดีครับ เปิดฝามาตรวจด้วยตัวเองได้ไม่ยาก ถ้าไม่ตรวจเลย รอเข้าศูนย์อย่างเดียว ( ซึ่งทางศูนย์ก็มักจะละเลยไม่ตรวจให้ ) สิ่งสกปรกที่สะสมภายใน อาจจะทำให้วงจรไฟฟ้าเสียหาย หรือทำงานไม่ได้เต็มที่
หรืออาจลัดวงจร ซึ่งจะทำให้ระบบไฟฟ้า ผิดปกติหรือเสียหายตามมาได้ครับ บางทีถ้าไม่ได้เปิดนาน ๆ ไปเปิดอีกที ท่านอาจจะเจอรังมดก็ได้นะ ( ผมเจอมาแล้วครับ )

ออฟไลน์ namhorm

  • สมาชิก 20 ไมล์
  • ***
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 382
  • กระทู้: 24
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: ปัตตานี
  • ชื่อเล่น: ป๋า
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
10 ข้อข้างต้นนี้
เราทำเองได้ทั้งหมด และเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ผู้หญิงก็ทำได้ครับ ไม่ยาก และไม่เสียเวลามากมาย การพึ่งพาช่างศูนย์อย่างเดียว ไม่เป็นการดีเลยนะครับ
เราต้องรู้ทันคู่มือ และรู้ทันช่างด้วยครับ
ซึ่งการปรับบางสิ่ง บางอย่างเพิ่มเติมขึ้นมา ก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาซักเท่าไหร่ด้วย อาจจะเสียเวลาไปบ้าง แต่มันคุ้มค่าครับ

นอกจากนี้ ถ้าเราล้างรถเองได้ ก็ควรล้างรถเป็นประจำ ในระหว่างล้าง ก็ให้สำรวจสิ่งผิดปกติไปด้วยนะครับ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาล้างอย่างเดียว ดูยางด้วยว่ามีตะปูเสียบคาอยู่หรือไม่ ( ผมเจอบ่อยครับ )
ดูตัวถัง ว่ามีร่องรอยการเกิดสนิมหรือไม่ มันอาจจะเริ่มจากการเป็นจุดเล็ก นูน ๆ ขึ้นมาก่อน ไม่นานมันจะแตก เหมือนเม็ดสิวอ่ะครับ ขอบซุ้มล้อก็ต้องดูบอ่ย ๆ หน่อยครับ ถ้าเจอในระยะแรกทัน ก็แก้ไขไม่ยาก เพราะยังไม่กินลึก ทำความสะอาด ขัดเอาสนิมออก แล้วใช้สีแต้มลงไปได้ แต่ถ้าแผลใหญ่ก็ต้องรีบเอาเข้าอู่ครับ รอยกระเทาะของสีที่อาจจะเกิดจากเสก็ดหิน ให้รีบทำความสะอาดและหาสีแต้มปิดแผลไว้ก่อนครับ ไม่งั้นมันลามแล้วซ่อมยากขึ้น

ส่วนการตรวจเช็คอื่น ๆ เช่นไส้กรองเบนซิน เบรก ท่อต่าง ๆ ยางหุ้มเพลา ยางกันฝุ่น การปรับตั้งวาส์ว หัวเทียน สายพานขับ และอื่น ๆ นั้น เราอาจจะตรวจด้วยตัวเองไม่ได้
ก็ต้องเน้นการเข้าเช็คระยะที่ศูนย์ตามกำหนดในคู่มือนะครับ ทำรายการไปเองเลยจะดีที่สุดครับ
ไม่งั้นช่างอาจจะไม่ได้ทำให้

* การตกแต่งหรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม เจ้าของรถก็ควรมีการตรวจเช็คเพิ่มเติมตามจุดต่าง ๆ ตามคำแนะนำของผู้ติดตั้งด้วยนะครับ

ออฟไลน์ warabee

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • สมาชิก ID: 1776
  • กระทู้: 5
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: หญิง
  • จังหวัด: bkk
  • ชื่อเล่น: bee
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่า

Tags: